คำสั่ง for สำหรับคำสั่ง for นั้น จะมีการทำงานเหมือนกับ while คือตรวจสอบเงื่อนไขหรือการเปรียบเทียบก่อน แล้วจึงทำคำสั่งภายในลูป แต่มักใช้ในกรณีที่ทราบจำนวนครั้งในการวนซ้ำที่แน่นอน
| ||||||||
จากตัวอย่างที่ 15 เป็นโปรแกรมสูตรคูณแม่ 2 โดย $a จะเริ่มเก็บค่าจาก 1 ในขณะที่เงื่อนไขยังเป็นจริง (นั่นคือ $a < 13) ก็จะทำคำสั่งในลูปทั้ง 3 คำสั่ง หลังจากนั้นตัวแปร $a จะถูกเพิ่มค่าทีละหนึ่ง และทำงานไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเงื่อนไข $a < 13 เป็นเท็จ | ||||||||
ตัวอย่างที่ 16
| ||||||||
คำสั่ง do..while คำสั่ง do..while จะมีการทำงานคล้ายกับ while แต่ต่างกันตรงที่ คำสั่ง do..while จะตรวจสอบเงื่อนไขทีหลัง นั่นคือจะมีการทำคำสั่งในลูปอย่างน้อย 1 ครั้งเสมอ เมื่อทำคำสั่งในลูปแล้วจึงตรวจสอบเงื่อนไขทีหลัง
| ||||||||
ที่มา : http://www.mwit.ac.th/~jeab/40201/ch7.php#for |
วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2555
โปรแกรมแบบวนซ้ำ (คำสั่งประเภท For , while,do while)
การเลือกทำงานตามเงื่อนไข (คำสั่ง IF ELSE SWITCH)
คำสั่งควบคุมทิศทางการทำงานของโปรแกรม จะใช้ในกรณีที่เราพบโจทย์ปัญหาในลักษณะที่มีทางเลือก หรือมีเงื่อนไขในการเลือกทำงาน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าสถานการณ์เป็น ก ให้ทำงานอย่างหนึ่ง ส่วนถ้าสถานการณ์เป็น ข ให้ทำงานอีกอย่างหนึ่งแทน หรือถ้าตัวเลขที่รับเข้ามาเป็นจำนวนคี่ ให้คูณจำนวนนั้นด้วย 2 แต้าถ้าตัวเลขที่รับเข้ามาเป็นจำนวนคู่ ให้เปลี่ยนเป็นหารจำนวนนั้นด้วย 2 เป็นต้น
รูปแบบคำสั่ง if
หากเงื่อนไขที่ตรวจสอบเป็นจริง ข้อความในบรรทัดที่ 9 จะถูกพิมพ์ หลังจากนั้นก้จะทำคำสั่งที่อยู่นอกเงื่อนไข if ต่อไป คือพิมพ์ข้อความในบรรทัดที่ 10
ที่มา : http://www.lks.ac.th/kuanjit/c_page01.html
คำสั่งควบคุม (Control Statement)
คำสั่งควบคุมเป็นคำสั่งที่สำคัญในการเขียนโปรแกรม คือ ช่วยควบคุมทิศทางการทำงานของโปรแกรมให้เป็นไปตามที่ต้องการ โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ คำสั่งเงื่อนไข (Condition Sratement) ได้แก่ if,if-else , switch-case และคำสั่งทำซ้ำ (Iteration Statement) ได้แก่ for,while,do-while
คำสั่ง if
คำสั่ง if จะใช้ในกรณีที่มีทางเลือกให้ทำงานอยู่เพียงทางเลือกเดียว โดยถ้าตรวจสอบเงื่อนไขแล้วเป็นจริง จึงจะทำงานตามคำสั่ง
รูปแบบคำสั่ง if
| if (เงื่อนไข ) { คำสั่งที่ 1; } คำสั่งที่ 2; |
หากเงื่อนไขที่กำหนดเป็นจริงแล้ว คำสั่งต่าง ๆ ที่อยู่ภายในบล๊อคของเงื่อนไข if ก็จะได้รับการประมวลผล (ซึ่งมากกว่า 1 คำสั่ง) แต่ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่า เงื่อนไขเป็นเท็จ คำสั่งที่อยู่ภายในบล๊อคของเงื่อนไข if ก็จะไม่ได้รับการประวมลผล คือ จะข้ามไปทำการประมวลผลคำสั่งที่อยู่ถัดจากบล๊อคของ if ทันที
| โฟลวชาร์ตแสดงการทำงานของคำสั่งเงื่อนไข if |
ตัวอย่างที่ 1 โปรแกรมแสดงการทำงานของคำสังเงื่อนไข if
| 1 : | #include <stdio.h> |
| 2 : | #include <conio.h> |
| 3 : | void main() |
| 4 : | } |
| 5 : | clrscr(); |
| 6 : | int age; |
| 7 : | printf("How old are you = "); |
| 8 : | scanf ("%d",&age); |
| 9 : | if(age<18) |
| 10 : | printf(" Your are young\n"); |
| 11 : | printf("You are %d years old"); |
| 12 : | getch(); |
| 13 : | { |
ผลลัพธ์ของโปรแกรม
ผลการรันครั้งที่ 1
How old are you = 15
Your are young
You are 15 years old
How old are you = 15
Your are young
You are 15 years old
ผลการรันครั้งที่ 2
How old are you = 18
You are 18 years old
How old are you = 18
You are 18 years old
อธิบายโปรแกรม
โปรแกรมทำการตรวจสอบเงื่อนไขว่า หากอายุน้อยกว่า 18 ปี ให้พิมพ์คำข้อความ Your are young ซึ่งสังเกตโปรแกรมบรรทัดที่ 9 เท่านั้นที่เป็นคำสั่งภายในบล๊อคของคำสั่ง if ส่วนบรรทัดที่ 10 เป็นคำสั่งนอกบล๊อคของ if ดังจะเห็นได้จากผลลัพธ์ที่แสดง
โปรแกรมทำการตรวจสอบเงื่อนไขว่า หากอายุน้อยกว่า 18 ปี ให้พิมพ์คำข้อความ Your are young ซึ่งสังเกตโปรแกรมบรรทัดที่ 9 เท่านั้นที่เป็นคำสั่งภายในบล๊อคของคำสั่ง if ส่วนบรรทัดที่ 10 เป็นคำสั่งนอกบล๊อคของ if ดังจะเห็นได้จากผลลัพธ์ที่แสดง
หากเงื่อนไขที่ตรวจสอบเป็นจริง ข้อความในบรรทัดที่ 9 จะถูกพิมพ์ หลังจากนั้นก้จะทำคำสั่งที่อยู่นอกเงื่อนไข if ต่อไป คือพิมพ์ข้อความในบรรทัดที่ 10
แต่หากเงื่อนไขที่ตรวจสอบเป็นเท็จ ข้อความในบรรทัดที่ 9 ที่เป็นคำสั่งในส่วนของเงื่อนไข if ก็จะไม่ถูกประมวลผล แต่จะข้ามการทำงานไปประมวลผลในบรรทัดที่ 10 เลย
ตัวอย่างที่ 2 โปรแกรมแสดงการทำงานของคำสังเงื่อนไข if
| 1 : | #include<stdio.h> |
| 2 : | #include<conio.h> |
| 3 : | void main() |
| 4 : | { |
| 5 : | clrscr(); |
| 6 : | int age; |
| 7 : | printf("How old are you : "); |
| 8 : | scanf ("%d",&age); |
| 9 : | if(age<18) { |
| 10 : | printf("Your age less than 18 years old\n"); |
| 11 : | printf("You are young\n"); |
| 12 : | } |
| 13 : | printf("You are %d years old",age); |
| 14 : | getch(); |
| 15 : | } |
ผลลัพธ์ของโปรแกรม
ผลการรันครั้งที่ 1
How old are you : 15
Your age less than 18 years old
You are young
You are 15 years old
How old are you : 15
Your age less than 18 years old
You are young
You are 15 years old
ผลการรันครั้งที่ 2
How old are you : 18
You are 18 years old
How old are you : 18
You are 18 years old
อธิบายโปรแกรม
โปรแกรมที่ 2 ต่างจากโปรแกรมที่ 1 ตรงที่มีการนำเครื่องหมาย { } มาใช้คลุมคำสั่งที่อยู่ภายในบล๊อคของเงื่อนไข if มีคำสั่งที่ต้องทำงานเพียง 1 คำสั่งเหมือนโปรแกรมที่ 1 ก็ไม่จำเป็นต้องใน { } ให้กับบล๊อคของ if (แต่ถ้าจะใส่ก็ไม่ผิด) แต่สำหรับโปรแกรมที่ 2 เมื่อตรวจสอบว่าอายุน้อยกว่า 18 แล้ว จะมี 2 คำสั่งที่ต้องทำ คือ บรรทัดที่ 9 และ 10 ดังนั้นต้องใส่ { } คลุมด้วย (เมื่อบรรทัดที่ 9 และ 10 เรียบร้อยแล้ว ก็จะไปทำงานในบรรทัดที่ 12 ต่อไป) และหากอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 18 ก็จะข้ามการทำงานในบล๊อคของ if ไปทำบรรทัดที่ 12 ทันที
โปรแกรมที่ 2 ต่างจากโปรแกรมที่ 1 ตรงที่มีการนำเครื่องหมาย { } มาใช้คลุมคำสั่งที่อยู่ภายในบล๊อคของเงื่อนไข if มีคำสั่งที่ต้องทำงานเพียง 1 คำสั่งเหมือนโปรแกรมที่ 1 ก็ไม่จำเป็นต้องใน { } ให้กับบล๊อคของ if (แต่ถ้าจะใส่ก็ไม่ผิด) แต่สำหรับโปรแกรมที่ 2 เมื่อตรวจสอบว่าอายุน้อยกว่า 18 แล้ว จะมี 2 คำสั่งที่ต้องทำ คือ บรรทัดที่ 9 และ 10 ดังนั้นต้องใส่ { } คลุมด้วย (เมื่อบรรทัดที่ 9 และ 10 เรียบร้อยแล้ว ก็จะไปทำงานในบรรทัดที่ 12 ต่อไป) และหากอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 18 ก็จะข้ามการทำงานในบล๊อคของ if ไปทำบรรทัดที่ 12 ทันที
คำสั่ง if-else
คำสั่ง if-else จะใช้ในกรณีที่มีทางเลือกให้ทำงาน 2 ทางเลือกขึ้นไป โดยการทำงานของคำสั่ง if-else จะเริ่มจากการตรวจสอบเงื่อนไข หถ้าผลออกมาเป็นจริงจะทำงานตามคำสั่งที่อยู่หลัง if แต่ถ้าการตรวจสอบเงื่อนไผลออกมาเป็นเท็จ ให้ทำงานตามคำสั่งที่อยู่หลัง else แทน
รูปแบบคำสั่ง if-else
if (เงื่อนไข)
{ คำสั่งที่ 1; } else { คำสั่งที่ 2; } คำสั่งที่ 3; |
เป็นคำสั่งที่ช่วยให้การตรวจสอบเงื่อนไขสมบูรณ์ขึ้น โดยหากตรวจสอบเงื่อนไขของคำสั่ง if แล้วเป็นเท็จ ก็จะเข้ามาทำงานภายบล๊อกของคำสั่ง else แทน กล่าวคือ หากตรวจสอบเงื่อนไขแล้วเป็นจริง ก็จะประมวลผลคำสั่งในบล๊อกของ if แต่หากเงื่อนไขและประมวลผลตามคำสั่งเงื่อนไข if-else เรียบร้อบแล้ว ก็จะทำงานตามคำสั่งที่อยู่ถัดจาก if-else นั้นต่อไป
| โฟลวชาร์ตแสดงการทำงานของคำสั่งเงื่อนไข if-else |
ตัวอย่างโปรแกรมที่ 1
| if (a % 2 = = 0) | |
| printf ("Even number"); | ถ้าค่าของ a หารด้วย 2 ลงตัว (เหลือเศา 0) ให้แสดงข้อความ Even number |
| else | |
| printf("Odd number"); | แต่ถ้าเงื่อนไขของ if เป็นเท็จ (a หารด้วย 2 ไม่ลงตัว) ให้แสดงข้อความ Odd number |
ตัวอย่างโปรแกรมที่ 2 โปรแกรมแสดงการรับข้อมูลเข้าทางแป้นพิมพ์ แล้วทำการตรวจสอบว่าถ้าค่าที่เรับเข้ามานั้นเท่ากับศูนย์ ให้พิพม์คำว่า "ZERO" แต่ถ้าไม่เท่ากับศูนย์ให้พิมพ์คำว่า "NON-ZERO"
#include<stdio.h>
#include<conio.h> void main() { clrscr(): int i; printf(" Enter your number = "); scanf("%d",&i); if (i= = 0) { prinft("ZERO"); } else printf("NON-ZERO"); } |
ที่มา : http://www.lks.ac.th/kuanjit/c_page01.html
ประเภทของข้อมูลภาษาซี
ข้อมูลใน C แบ่งชนิดข้อมูลออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. Simple data type เป็นชนิดข้อมูลที่ใช้แสดงค่าของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงรายการเดียว เช่น
ค่าความสูง นํ้าหนัก จํานวนนักเรียน อุณหภูมิ ระดับคะแนน เป็นต้น
2. Structure เป็นข้อมูลชนิดใช้แสดงค่าของสิ่งใดสิ่งหนึ่งหลายรายการ เช่น ความสูงของนัก
เรียนใน ชั้น ม. 6, รายชื่อนักเรียนใน 1 กลุ่ม ต้องกําหนดเป็นข้อมูล
ชนิดโครงสร้างแบบ อาร์เรย์ (array) แบบโครงสร้าง(structure) หรือแบบยูเนียน(union) เป็นต้น
ข้อมูล Simple data type รายละเอียดชนิดของมูลและช่วงของข้อมูลประเภท Simple data type
แสดงได้ดังตารางต่อไปนี้
รูปแบบการเขียนโปรแกรมในภาษา C สำหรับการสร้างตัวแปรและกำหนดค่า เบื้องต้น
#include<stdio.h>
main()
{
int num1=10;
กำหนดตัวแปรชื่อ num1 เป็นจำนวนเต็มมีค่าเท่ากับ 10
int num2=10;
กำหนดตัวแปรชื่อ num2 เป็นจำนวนเต็มมีค่าเท่ากับ 10
int sum;
กำหนดตัวแปรชื่อ sum เป็นจำนวนเต็มมีค่า
sum = num1 + num2; ทำการบวกค่า sum
printf("Result Data = %d",sum);
แสดงผลค่าตัวแปร sum ออกไปที่หน้าต่าง
}

ทำการเขียน Source code ลงไปในโปรแกรม Borland Turbo C เพื่อทดสอบ
ที่มา: http://www.prasansoft.com/C-programming-5.php
1. Simple data type เป็นชนิดข้อมูลที่ใช้แสดงค่าของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงรายการเดียว เช่น
ค่าความสูง นํ้าหนัก จํานวนนักเรียน อุณหภูมิ ระดับคะแนน เป็นต้น
2. Structure เป็นข้อมูลชนิดใช้แสดงค่าของสิ่งใดสิ่งหนึ่งหลายรายการ เช่น ความสูงของนัก
เรียนใน ชั้น ม. 6, รายชื่อนักเรียนใน 1 กลุ่ม ต้องกําหนดเป็นข้อมูล
ชนิดโครงสร้างแบบ อาร์เรย์ (array) แบบโครงสร้าง(structure) หรือแบบยูเนียน(union) เป็นต้น
ข้อมูล Simple data type รายละเอียดชนิดของมูลและช่วงของข้อมูลประเภท Simple data type
แสดงได้ดังตารางต่อไปนี้
| ชนิดข้อมูล | ค่าตํ่าสุด | ค่าสูงสุด | ใช้พื้นที่หน่วยความจำ |
| char | -128 | 127 | 1 byte |
| unsigned char | 0 | 255 | 1 byte |
| int | -32,768 | 32,767 | 2 byte |
| unsigned int | 0 | 65,535 | 2 byte |
| short int | -32,768 | 32,767 | 2 byte |
| long | -2,147,483,648 | 2,147,483,647 | 4 byte |
| unsigned long | 0 | 4,294,967,295 | 4 byte |
| float | 3.4x10 ยกกำลัง -38 | 3.4x10 ยกกำลัง 38 | 4 byte |
| double | 1.7x10 ยกกำลัง -308 | 1.7x10 ยกกำลัง 308 | 8 byte |
| long double | 3.4x10 ยกกำลัง -4932 | 3.4x10 ยกกำลัง4932 | 10 byte |
รูปแบบการเขียนโปรแกรมในภาษา C สำหรับการสร้างตัวแปรและกำหนดค่า เบื้องต้น
#include<stdio.h>
main()
{
int num1=10;
กำหนดตัวแปรชื่อ num1 เป็นจำนวนเต็มมีค่าเท่ากับ 10
int num2=10;
กำหนดตัวแปรชื่อ num2 เป็นจำนวนเต็มมีค่าเท่ากับ 10
int sum;
กำหนดตัวแปรชื่อ sum เป็นจำนวนเต็มมีค่า
sum = num1 + num2; ทำการบวกค่า sum
printf("Result Data = %d",sum);
แสดงผลค่าตัวแปร sum ออกไปที่หน้าต่าง
}
ทำการเขียน Source code ลงไปในโปรแกรม Borland Turbo C เพื่อทดสอบ
ที่มา: http://www.prasansoft.com/C-programming-5.php
โครงสร้างภาษาซี
ภาษา C เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่ถูกค้นคิดขึ้นโดย Denis Ritchie ในปี ค.ศ. 1970
โดยใช้ระบบปฏิบัติการของยูนิกซ์ (UNIX) นับจากนั้นมาก็ได้รับความนิยมเพิ่มขั้นจนถึงปัจจุบัน ภาษา C สามารถติดต่อในระดับฮาร์ดแวร์ได้ดีกว่าภาษาระดับสูงอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาเบสิกฟอร์แทน ขณะเดียวกันก็มีคุณสมบัติของภาษาระดับสูงอยู่ด้วย ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงจัดได้ว่าภาษา C เป็นภาษาระดับกลาง (Middle –lever language)
ภาษา C เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ชนิดคอมไพล์ (compiled Language) ซึ่งมีคอมไพลเลอร์ (Compiler) ทำหน้าที่ในการคอมไพล์ (Compile) หรือแปลงคำสั่งทั้งหมดในโปรแกรมให้เป็นภาษาเครื่อง (Machine Language) เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์นำคำสั่งเหล่านั้นไปทำงานต่อไป
โครงสร้างของภาษา C
ทุกโปรแกรมของภาษา C มีโครงสร้างเป็นลักษณะดังรูป

เฮดเดอร์ไฟล์ (Header Files)
เป็นส่วนที่เก็บไลบรารี่มาตรฐานของภาษา C ซึ่งจะถูกดึงเข้ามารวมกับโปรแกรมในขณะที่กำลังทำการคอมไพล์ โดยใช้คำสั่ง
#include<ชื่อเฮดเดอร์ไฟล์> หรือ
#include “ชื่อเฮดเดอร์ไฟล์”
เฮดเดอร์ไฟล์นี้จะมีส่วนขยายเป็น .h เสมอ และเฮดเดอร์ไฟล์เป็นส่วนที่จำเป็นต้องมีอย่างน้อย 1 เฮดเดอร์ไฟล์ ก็คือ เฮดเดอร์ไฟล์ stdio.h ซึ่งจะเป็นที่เก็บไลบรารี่มาตรฐานที่จัดการเกี่ยวกับอินพุตและเอาท์พุต
ส่วนตัวแปรแบบ Global (Global Variables)
เป็นส่วนที่ใช้ประกาศตัวแปรหรือค่าต่าง ๆ ที่ให้ใช้ได้ทั้งโปรแกรม ซึ่งใช้ได้ทั้งโปรแกรม ซึ่งในส่วนไม่จำเป็นต้องมีก็ได้
ฟังก์ชัน (Functions)
เป็นส่วนที่เก็บคำสั่งต่าง ๆ ไว้ ซึ่งในภาษา C จะบังคับให้มีฟังก์ชันอย่างน้อย 1 ฟังก์ชั่นนั่นคือ ฟังก์ชั่น Main() และในโปรแกรม 1 โปรแกรมสามารถมีฟังก์ชันได้มากกว่า 1 ฟังก์ชั่น
ส่วนตัวแปรแบบ Local (Local Variables)
เป็นส่วนที่ใช้สำหรับประกาศตัวแปรที่จะใช้ในเฉพาะฟังก์ชันของตนเอง ฟังก์ชั่นอื่นไม่สามารถเข้าถึงหรือใช้ได้ ซึ่งจะต้องทำการประกาศตัวแปรก่อนการใช้งานเสมอ และจะต้องประกาศไว้ในส่วนนี้เท่านั้น
ตัวแปรโปรแกรม (Statements)
เป็นส่วนที่อยู่ถัดลงมาจากส่วนตัวแปรภายใน ซึ่งประกอบไปด้วยคำสั่งต่าง ๆ ของภาษา C และคำสั่งต่าง ๆ จะใช้เครื่องหมาย ; เพื่อเป็นการบอกให้รู้ว่าจบคำสั่งหนึ่ง ๆ แล้ว ส่วนใหญ่ คำสั่งต่าง ๆ ของภาษา C เขียนด้วยตัวพิมพ์เล็ก เนื่องจากภาษา C จะแยกความแตกต่างชองตัวพิมพ์เล็กและพิมพ์ใหญ่หรือ Case Sensitive นั่นเอง ยกตัวอย่างใช้ Test, test หรือจะถือว่าเป็นตัวแปรคนละตัวกัน นอกจากนี้ภาษา C ยังไม่สนใจกับการขึ้นบรรทัดใหม่ เพราะฉะนั้นผู้ใช้สามารถพิมพ์คำสั่งหลายคำสั่งในบรรทัดเดียวกันได้ โดยไม่เครื่องหมาย ; เป็นตัวจบคำสั่ง
ค่าส่งกลับ (Return Value)
คือ ค่าที่ส่งกลับเมื่อฟังก์ชันนั้นๆทำงานเสร็จ ซึ่งเรื่องนี้ผู้เขียนจะยกไปกล่าวในเรื่องฟังก์ชั่นอย่างละเอียดอีกทีหนึ่ง
หมายเหตุ (Comment) / Remark
ส่วนที่ไม่ต้องประมวลผลมักใช้ในการอธิบายการทำงานของโปรแกรม ซึ่งจะใช้เครื่องหมาย /*และ */ ปิดหัวและปิดท้ายของข้อความที่ต้องการ

การตั้งชื่อ
การตั้งชื่อ (Identifier) ให้กับตัวแปร ฟังก์ชันหรืออื่น ๆ มีกฎเกณฑ์ในการตั้งชื่อ ดังนี้
1. ตัวแรกของชื่อจะต้องขึ้นต้องด้วยตัวอักษรหรือเครื่องหมาย _ เท่านั้น
2. ตัวอักษรตั้งแต่ตัวที่ 2 สามารถเป็นตัวเลข หรือเครื่องหมาย_ก็ได้
3. จะต้องไม่มีการเว้นวรรคภายในชื่อ แต่สามารถใช้เครื่อง_คั่นได้
4. สามารถตั้งชื่อได้ยาไม่จำกัด แต่จะใช้ตัวอักษรแค่ 31 ตัวแรกในการอ้างอิง
5. ชื่อที่ตั้งด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็ก จะถือว่าเป็นคนละตัวกัน
6. ห้ามตั้งชื่อซ้ำกับคำสงวนของภาษา C
ชนิดข้อมูล
ในการเขียนโปรแกรมภาษา C นั้น ผู้ใช้จะต้องกำหนดชนิดให้กับตัวแปรนั้นก่อนที่จะนำไปใช้งาน โดยผู้ใช้จะต้องรู้ว่าในภาษา C นั้นมีชนิดข้อมูลอะไรบ้าง เพื่อจะเลือกใช้ได้อย่างถูก
ต้องและเหมาะสม ในภาษา C จะมี 4 ชนิดข้อมูลมาตรฐาน ดังนี้
ชนิดข้อมูลแบบไม่มีค่า หรือ Void Type (Void)
ข้อมูลชนิดนี้ จะไม่มีค่าและจะไม่ใช้ในการกำหนดชนิดตัวแปร แต่ส่วนใหญ่จะใช้เกี่ยวกับฟังก์ชั่น ซึ่งจะขอยกไปอธิบายในเรื่องฟังก์ชั่น
ชนิดข้อมูลมูลแบบจำนวนเต็ม หรือ Integer Type (int)
เป็นชนิดข้อมูลที่เป็นตัวเลขจำนวนเต็ม ไม่มีทศนิยม ซึ่งภาษา C จะแบ่งข้อมูลชนิดนี้ออกได้เป็น 3 ระดับ คือ short int , int และ long int ซึ่งแต่ละระดับนั้นจะมีขอบเขตการใช้งานที่แตกต่างกัน
ชนิดข้อมูลแบบอักษร หรือ Character Type (char)
ข้อมูลชนิดนี้ก็คือ ตัวอักษรตั้งแต่ A-Z เลข 0-9 และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ตามมาตรฐาน ACSII (American Standard Code Information Interchange) ซึ่งเมื่อกำหนดให้กับตัวแปรแล้วตัวแปรนั้นจะรับค่าได้เพียง 1 ตัวอักษรเท่านั้น และสามารถรับข้อมูลจำนวนเต็มตั้งแต่ถึง 127 จะใช้ขนาดหน่วยความจำ 1ไบต์หรือ 8 บิต
ชนิดข้อมูลแบบทศนิยม หรือ Floating Point Type (flat)
เป็นข้อมูลชนิดตัวเลขที่มีจุดทศนิยม ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ float, double และ long double แต่ละระดับนั้นจะมีขอบเขตที่แตกต่างกันในการใช้งาน ดังแสดงในตารางที่ 2-2
ตัวแปร
ตัวแปร คือ ชื่อที่ใช้อ้างถึงตำแหน่งต่าง ๆ ในหน่วยความจำ ซึ่งใช้เก็บข้อมูลต่าง ๆ ด้วยขนาดตามชนิดข้อมูล
การประกาศตัวแปร
การประกาศตัวแปรในภาษา C นั้นสามรถทำได้ 2 ลักษณะ คือ การประกาศตัวแปรแบบเอกภาพ หรือการประกาศตัวแปรแบบ Global คือ ตัวแปรที่จะสามารถเรียกใช้ได้ทั้งโปรแกรม และแบบที่สองการประกาศตัวแปรแบบภายใน หรือการประกาศตัวแปรแบบ Local ซึ่งตัวแปรแระเภทนี้จะใช้ได้ในเฉพาะฟังก์ชั่นของตัวเองเท่านั้น
การกำหนดค่าให้กับตัวแปร
การกำหนดค่าให้กับตัวแปรนั้น จะสามารถกำหนดได้ตั้งแต่ตอนที่ประกาศตัวแปรเลยหรือจะกำหนดให้ภายในโปรแกรมก็ได้ ซึ่งการกำหนดค่าจะใช้เครื่องหมาย = กั้นตรงกลาง
int total = 0;
ถ้ามีตัวแปรข้อมูลชนิดเดียวกัน ก็สามารถทำแบบนี้ได้
int total =0,sum
หรือ
int total =0,sum=0;
ถ้าเป็นการกำหนดภายในโปรแกรม ซึ่งตัวแปรนั้นได้ประกาศไว้แล้วสามารถทำแบบนี้
total = 50;
หรือ
total = total+sum
หรือกำหนดค่าจาการพิมพ์ข้อมูลเข้าทางคีย์บอร์ด
scanf(“%d”,&total);
การกำหนดชนิดข้อมูลแบบชั่วคราว
เมื่อผู้ใช้ได้กำหนดชนิดข้อมูลให้กับตัวแปรใด ๆ ไปแล้ว ตัวแปรตัวนั้นจะมีชนิดข้อมูลเป็นแบบที่กำหนดให้ตลอดไป บางครั้งการเขียนโปรแกรมอาจจะต้องมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนชนิดข้อมูลของตัวแปรตัวนั้น ซึ่งภาษาซี ก็มีความสามารถที่จะทำเช่นนั้นได้
รูปแบบ
([ชนิดข้อมูล])[ตัวแปร]
ชนิดข้อมูลแบบค่าคงที่ (Constants)
ชนิดข้อมูลประเภทนี้ ชื่อก็บอกอยู่ว่าเป็นชนิดข้อมูลแบบค่าคงที่ ซึ่งก็คือข้อมูลตัวแปรประเภทที่เป็น Constants ผู้ใช้จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงค่าของตัวแปรตัวนั้น ในขณะที่โปรแกรมทำงานอยู่
รูปแบบ
Const[ชนิดข้อมูล][ตัวแปร]=[ค่าหรือ นิพจน์]
statements ในภาษา c คือ คำสั่งต่าง ไ ที่ประกอบขึ้นจนเป็นตัวโปรแกรม ซึ่งในภาษา c นั้นได้แบ่งออกเป็น 6 แบบ คือ Expression Statement และ Compound Statement ณ.ที่นี้จะมีด้วยกัน 2 แบบ
Expression Statement หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Single Statement ซึ่ง Statement แบบนั้นจะต้องมีเครื่องหมาย; หลังจาก statement เมื่อภาษา C พบเครื่องหมาย ; จะทำให้มันรู้ว่าจบชุดคำสั่งแล้ว แล้วจึงข้ามไปทำ Statement ชุดต่อไป
a = 2;
หรือ
printf(“x contains %d, y contains %d\n”,x,y);
Compound Statement คือ ชุดคำสั่งที่มีคำสั่งต่าง ๆ รวมอยู่ด้านใน Block ซึ่งจะใช้เครื่องหมาย {เป็นการเปิดชุดคำสั่ง และใช้} เป็นตัวปิดชุดคำสั่ง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนสำหรับ Statement แบบนี้ คือ ตัวฟังก์ชั่น Main โดยทั่ว ๆ ไปในภาษา C Compound Statement จะเป็นตัวฟังก์ชัน
โดยใช้ระบบปฏิบัติการของยูนิกซ์ (UNIX) นับจากนั้นมาก็ได้รับความนิยมเพิ่มขั้นจนถึงปัจจุบัน ภาษา C สามารถติดต่อในระดับฮาร์ดแวร์ได้ดีกว่าภาษาระดับสูงอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาเบสิกฟอร์แทน ขณะเดียวกันก็มีคุณสมบัติของภาษาระดับสูงอยู่ด้วย ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงจัดได้ว่าภาษา C เป็นภาษาระดับกลาง (Middle –lever language)
ภาษา C เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ชนิดคอมไพล์ (compiled Language) ซึ่งมีคอมไพลเลอร์ (Compiler) ทำหน้าที่ในการคอมไพล์ (Compile) หรือแปลงคำสั่งทั้งหมดในโปรแกรมให้เป็นภาษาเครื่อง (Machine Language) เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์นำคำสั่งเหล่านั้นไปทำงานต่อไป
โครงสร้างของภาษา C
ทุกโปรแกรมของภาษา C มีโครงสร้างเป็นลักษณะดังรูป

เฮดเดอร์ไฟล์ (Header Files)
เป็นส่วนที่เก็บไลบรารี่มาตรฐานของภาษา C ซึ่งจะถูกดึงเข้ามารวมกับโปรแกรมในขณะที่กำลังทำการคอมไพล์ โดยใช้คำสั่ง
#include<ชื่อเฮดเดอร์ไฟล์> หรือ
#include “ชื่อเฮดเดอร์ไฟล์”
เฮดเดอร์ไฟล์นี้จะมีส่วนขยายเป็น .h เสมอ และเฮดเดอร์ไฟล์เป็นส่วนที่จำเป็นต้องมีอย่างน้อย 1 เฮดเดอร์ไฟล์ ก็คือ เฮดเดอร์ไฟล์ stdio.h ซึ่งจะเป็นที่เก็บไลบรารี่มาตรฐานที่จัดการเกี่ยวกับอินพุตและเอาท์พุต
ส่วนตัวแปรแบบ Global (Global Variables)
เป็นส่วนที่ใช้ประกาศตัวแปรหรือค่าต่าง ๆ ที่ให้ใช้ได้ทั้งโปรแกรม ซึ่งใช้ได้ทั้งโปรแกรม ซึ่งในส่วนไม่จำเป็นต้องมีก็ได้
ฟังก์ชัน (Functions)
เป็นส่วนที่เก็บคำสั่งต่าง ๆ ไว้ ซึ่งในภาษา C จะบังคับให้มีฟังก์ชันอย่างน้อย 1 ฟังก์ชั่นนั่นคือ ฟังก์ชั่น Main() และในโปรแกรม 1 โปรแกรมสามารถมีฟังก์ชันได้มากกว่า 1 ฟังก์ชั่น
ส่วนตัวแปรแบบ Local (Local Variables)
เป็นส่วนที่ใช้สำหรับประกาศตัวแปรที่จะใช้ในเฉพาะฟังก์ชันของตนเอง ฟังก์ชั่นอื่นไม่สามารถเข้าถึงหรือใช้ได้ ซึ่งจะต้องทำการประกาศตัวแปรก่อนการใช้งานเสมอ และจะต้องประกาศไว้ในส่วนนี้เท่านั้น
ตัวแปรโปรแกรม (Statements)
เป็นส่วนที่อยู่ถัดลงมาจากส่วนตัวแปรภายใน ซึ่งประกอบไปด้วยคำสั่งต่าง ๆ ของภาษา C และคำสั่งต่าง ๆ จะใช้เครื่องหมาย ; เพื่อเป็นการบอกให้รู้ว่าจบคำสั่งหนึ่ง ๆ แล้ว ส่วนใหญ่ คำสั่งต่าง ๆ ของภาษา C เขียนด้วยตัวพิมพ์เล็ก เนื่องจากภาษา C จะแยกความแตกต่างชองตัวพิมพ์เล็กและพิมพ์ใหญ่หรือ Case Sensitive นั่นเอง ยกตัวอย่างใช้ Test, test หรือจะถือว่าเป็นตัวแปรคนละตัวกัน นอกจากนี้ภาษา C ยังไม่สนใจกับการขึ้นบรรทัดใหม่ เพราะฉะนั้นผู้ใช้สามารถพิมพ์คำสั่งหลายคำสั่งในบรรทัดเดียวกันได้ โดยไม่เครื่องหมาย ; เป็นตัวจบคำสั่ง
ค่าส่งกลับ (Return Value)
คือ ค่าที่ส่งกลับเมื่อฟังก์ชันนั้นๆทำงานเสร็จ ซึ่งเรื่องนี้ผู้เขียนจะยกไปกล่าวในเรื่องฟังก์ชั่นอย่างละเอียดอีกทีหนึ่ง
หมายเหตุ (Comment) / Remark
ส่วนที่ไม่ต้องประมวลผลมักใช้ในการอธิบายการทำงานของโปรแกรม ซึ่งจะใช้เครื่องหมาย /*และ */ ปิดหัวและปิดท้ายของข้อความที่ต้องการ

การตั้งชื่อ
การตั้งชื่อ (Identifier) ให้กับตัวแปร ฟังก์ชันหรืออื่น ๆ มีกฎเกณฑ์ในการตั้งชื่อ ดังนี้
1. ตัวแรกของชื่อจะต้องขึ้นต้องด้วยตัวอักษรหรือเครื่องหมาย _ เท่านั้น
2. ตัวอักษรตั้งแต่ตัวที่ 2 สามารถเป็นตัวเลข หรือเครื่องหมาย_ก็ได้
3. จะต้องไม่มีการเว้นวรรคภายในชื่อ แต่สามารถใช้เครื่อง_คั่นได้
4. สามารถตั้งชื่อได้ยาไม่จำกัด แต่จะใช้ตัวอักษรแค่ 31 ตัวแรกในการอ้างอิง
5. ชื่อที่ตั้งด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็ก จะถือว่าเป็นคนละตัวกัน
6. ห้ามตั้งชื่อซ้ำกับคำสงวนของภาษา C
ชนิดข้อมูล
ในการเขียนโปรแกรมภาษา C นั้น ผู้ใช้จะต้องกำหนดชนิดให้กับตัวแปรนั้นก่อนที่จะนำไปใช้งาน โดยผู้ใช้จะต้องรู้ว่าในภาษา C นั้นมีชนิดข้อมูลอะไรบ้าง เพื่อจะเลือกใช้ได้อย่างถูก
ต้องและเหมาะสม ในภาษา C จะมี 4 ชนิดข้อมูลมาตรฐาน ดังนี้
ชนิดข้อมูลแบบไม่มีค่า หรือ Void Type (Void)
ข้อมูลชนิดนี้ จะไม่มีค่าและจะไม่ใช้ในการกำหนดชนิดตัวแปร แต่ส่วนใหญ่จะใช้เกี่ยวกับฟังก์ชั่น ซึ่งจะขอยกไปอธิบายในเรื่องฟังก์ชั่น
ชนิดข้อมูลมูลแบบจำนวนเต็ม หรือ Integer Type (int)
เป็นชนิดข้อมูลที่เป็นตัวเลขจำนวนเต็ม ไม่มีทศนิยม ซึ่งภาษา C จะแบ่งข้อมูลชนิดนี้ออกได้เป็น 3 ระดับ คือ short int , int และ long int ซึ่งแต่ละระดับนั้นจะมีขอบเขตการใช้งานที่แตกต่างกัน
ชนิดข้อมูลแบบอักษร หรือ Character Type (char)
ข้อมูลชนิดนี้ก็คือ ตัวอักษรตั้งแต่ A-Z เลข 0-9 และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ตามมาตรฐาน ACSII (American Standard Code Information Interchange) ซึ่งเมื่อกำหนดให้กับตัวแปรแล้วตัวแปรนั้นจะรับค่าได้เพียง 1 ตัวอักษรเท่านั้น และสามารถรับข้อมูลจำนวนเต็มตั้งแต่ถึง 127 จะใช้ขนาดหน่วยความจำ 1ไบต์หรือ 8 บิต
ชนิดข้อมูลแบบทศนิยม หรือ Floating Point Type (flat)
เป็นข้อมูลชนิดตัวเลขที่มีจุดทศนิยม ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ float, double และ long double แต่ละระดับนั้นจะมีขอบเขตที่แตกต่างกันในการใช้งาน ดังแสดงในตารางที่ 2-2
ตัวแปร
ตัวแปร คือ ชื่อที่ใช้อ้างถึงตำแหน่งต่าง ๆ ในหน่วยความจำ ซึ่งใช้เก็บข้อมูลต่าง ๆ ด้วยขนาดตามชนิดข้อมูล
การประกาศตัวแปร
การประกาศตัวแปรในภาษา C นั้นสามรถทำได้ 2 ลักษณะ คือ การประกาศตัวแปรแบบเอกภาพ หรือการประกาศตัวแปรแบบ Global คือ ตัวแปรที่จะสามารถเรียกใช้ได้ทั้งโปรแกรม และแบบที่สองการประกาศตัวแปรแบบภายใน หรือการประกาศตัวแปรแบบ Local ซึ่งตัวแปรแระเภทนี้จะใช้ได้ในเฉพาะฟังก์ชั่นของตัวเองเท่านั้น
การกำหนดค่าให้กับตัวแปร
การกำหนดค่าให้กับตัวแปรนั้น จะสามารถกำหนดได้ตั้งแต่ตอนที่ประกาศตัวแปรเลยหรือจะกำหนดให้ภายในโปรแกรมก็ได้ ซึ่งการกำหนดค่าจะใช้เครื่องหมาย = กั้นตรงกลาง
int total = 0;
ถ้ามีตัวแปรข้อมูลชนิดเดียวกัน ก็สามารถทำแบบนี้ได้
int total =0,sum
หรือ
int total =0,sum=0;
ถ้าเป็นการกำหนดภายในโปรแกรม ซึ่งตัวแปรนั้นได้ประกาศไว้แล้วสามารถทำแบบนี้
total = 50;
หรือ
total = total+sum
หรือกำหนดค่าจาการพิมพ์ข้อมูลเข้าทางคีย์บอร์ด
scanf(“%d”,&total);
การกำหนดชนิดข้อมูลแบบชั่วคราว
เมื่อผู้ใช้ได้กำหนดชนิดข้อมูลให้กับตัวแปรใด ๆ ไปแล้ว ตัวแปรตัวนั้นจะมีชนิดข้อมูลเป็นแบบที่กำหนดให้ตลอดไป บางครั้งการเขียนโปรแกรมอาจจะต้องมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนชนิดข้อมูลของตัวแปรตัวนั้น ซึ่งภาษาซี ก็มีความสามารถที่จะทำเช่นนั้นได้
รูปแบบ
([ชนิดข้อมูล])[ตัวแปร]
ชนิดข้อมูลแบบค่าคงที่ (Constants)
ชนิดข้อมูลประเภทนี้ ชื่อก็บอกอยู่ว่าเป็นชนิดข้อมูลแบบค่าคงที่ ซึ่งก็คือข้อมูลตัวแปรประเภทที่เป็น Constants ผู้ใช้จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงค่าของตัวแปรตัวนั้น ในขณะที่โปรแกรมทำงานอยู่
รูปแบบ
Const[ชนิดข้อมูล][ตัวแปร]=[ค่าหรือ นิพจน์]
statements ในภาษา c คือ คำสั่งต่าง ไ ที่ประกอบขึ้นจนเป็นตัวโปรแกรม ซึ่งในภาษา c นั้นได้แบ่งออกเป็น 6 แบบ คือ Expression Statement และ Compound Statement ณ.ที่นี้จะมีด้วยกัน 2 แบบ
Expression Statement หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Single Statement ซึ่ง Statement แบบนั้นจะต้องมีเครื่องหมาย; หลังจาก statement เมื่อภาษา C พบเครื่องหมาย ; จะทำให้มันรู้ว่าจบชุดคำสั่งแล้ว แล้วจึงข้ามไปทำ Statement ชุดต่อไป
a = 2;
หรือ
printf(“x contains %d, y contains %d\n”,x,y);
Compound Statement คือ ชุดคำสั่งที่มีคำสั่งต่าง ๆ รวมอยู่ด้านใน Block ซึ่งจะใช้เครื่องหมาย {เป็นการเปิดชุดคำสั่ง และใช้} เป็นตัวปิดชุดคำสั่ง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนสำหรับ Statement แบบนี้ คือ ตัวฟังก์ชั่น Main โดยทั่ว ๆ ไปในภาษา C Compound Statement จะเป็นตัวฟังก์ชัน
วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2555
ประวัติภาษาซี
ภาษาซี (C) เป็นภาษาโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์ที่มีวัตถุประสงค์ทั่วไป พัฒนาขึ้นเมื่อ
พ.ศ. 2515
(ค.ศ. 1972) โดย เดนนิส ริตชี ที่เบลล์เทเลโฟนแลบอลาทอรีส์
(Bell Telephone Laboratories) เกิดขึ้นเพื่อสร้างระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ในขณะนั้น
การพัฒนาช่วงแรก
การเริ่มต้นพัฒนาภาษาซีเกิดขึ้นที่เบลล์แล็บส์ของเอทีแอนด์ทีระหว่าง พ.ศ. 2512–2516 แต่ตามข้อมูลของริตชี ช่วงเวลาที่เกิดความสร้างสรรค์มากที่สุดคือ พ.ศ. 2515 ภาษานี้ถูกตั้งชื่อว่า "ซี" เพราะคุณลักษณะต่าง ๆ ต่อยอดมาจากภาษาก่อนหน้าคือ "บี" ซึ่งจากข้อมูลของเคน ทอมป์สัน (Ken Thompson) กล่าวว่าภาษาบีเป็นรุ่นที่แยกตัวออกจากภาษาบีซีพีแอลอีกทอดหนึ่ง จุดเริ่มต้นของภาษาซีผูกอยู่กับการพัฒนาระบบปฏิบัติการยูนิกซ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งเดิมพัฒนาด้วยภาษาแอสเซมบลีบนหน่วยประมวลผลพีดีพี-7โดยริตชีและทอมป์สัน โดยผสมผสานความคิดหลากหลายจากเพื่อนร่วมงาน ในตอนท้ายพวกเขาตัดสินใจที่จะย้ายระบบปฏิบัติการนั้นลงในพีดีพี-11 แต่ภาษาบีขาดความสามารถบางอย่างที่จะใช้คุณลักษณะอันได้เปรียบของพีดีพี-11 เช่นความสามารถในการระบุตำแหน่งที่อยู่เป็นไบต์ จึงทำให้เกิดการพัฒนาภาษาซีรุ่นแรกขึ้นมา รุ่นดั้งเดิมของระบบยูนิกซ์บนพีดีพี-11ถูกพัฒนาขึ้นด้วยภาษาแอสเซมบลี เมื่อประมาณ พ.ศ. 2516 ภาษาซีเพิ่มชนิดข้อมูล
ภาษาเคแอนด์อาร์ซีได้แนะนำคุณลักษณะหลายประการเช่น
หลายปีถัดจากการเผยแพร่ภาษาเคแอนด์อาร์ซี คุณลักษณะที่ไม่เป็นทางการหลายอย่างก็ถูกเพิ่มเข้ามาในภาษา ซึ่งรองรับโดยตัวแปลโปรแกรมจากเอทีแอนด์ทีและผู้ผลิตรายอื่น คุณลักษณะที่เพิ่มเหล่านี้เช่น
คล้องกันภายในทรัพยากรที่จำกัด หากไม่ระมัดระวังเช่นนั้น โปรแกรมอาจแปลได้เฉพาะบนแพลตฟอร์มหนึ่งหรือด้วยตัวแปลตัวหนึ่งเท่านั้น อันเนื่องมาจากการใช้ไลบรารีไม่มาตรฐานเช่นไลบรารีส่วนต่อประสานกราฟิกกับผู้ใช้ก็ดี หรือความเชื่อมั่นต่อสมบัติเฉพาะของแพลตฟอร์มหรือตัวแปลหนึ่ง ๆ เช่นขนาดที่แท้จริงของชนิดข้อมูลหรือการลำดับข้อมูลไบต์ (endianness) ก็ดี
ในกรณีที่ต้องเลือกว่ารหัสต้องถูกแปลด้วยตัวแปลภาษาซีมาตรฐานหรือภาษาเคแอนด์อาร์ซีอย่างใดอย่างหนึ่ง การใช้แมโคร
ที่มา: http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%8B%E0%B8%B5
ประวัติ
การพัฒนาช่วงแรก
การเริ่มต้นพัฒนาภาษาซีเกิดขึ้นที่เบลล์แล็บส์ของเอทีแอนด์ทีระหว่าง พ.ศ. 2512–2516 แต่ตามข้อมูลของริตชี ช่วงเวลาที่เกิดความสร้างสรรค์มากที่สุดคือ พ.ศ. 2515 ภาษานี้ถูกตั้งชื่อว่า "ซี" เพราะคุณลักษณะต่าง ๆ ต่อยอดมาจากภาษาก่อนหน้าคือ "บี" ซึ่งจากข้อมูลของเคน ทอมป์สัน (Ken Thompson) กล่าวว่าภาษาบีเป็นรุ่นที่แยกตัวออกจากภาษาบีซีพีแอลอีกทอดหนึ่ง จุดเริ่มต้นของภาษาซีผูกอยู่กับการพัฒนาระบบปฏิบัติการยูนิกซ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งเดิมพัฒนาด้วยภาษาแอสเซมบลีบนหน่วยประมวลผลพีดีพี-7โดยริตชีและทอมป์สัน โดยผสมผสานความคิดหลากหลายจากเพื่อนร่วมงาน ในตอนท้ายพวกเขาตัดสินใจที่จะย้ายระบบปฏิบัติการนั้นลงในพีดีพี-11 แต่ภาษาบีขาดความสามารถบางอย่างที่จะใช้คุณลักษณะอันได้เปรียบของพีดีพี-11 เช่นความสามารถในการระบุตำแหน่งที่อยู่เป็นไบต์ จึงทำให้เกิดการพัฒนาภาษาซีรุ่นแรกขึ้นมา รุ่นดั้งเดิมของระบบยูนิกซ์บนพีดีพี-11ถูกพัฒนาขึ้นด้วยภาษาแอสเซมบลี เมื่อประมาณ พ.ศ. 2516 ภาษาซีเพิ่มชนิดข้อมูล
struct
ทำให้ภาษาซีเพียงพออย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเคอร์เนลยูนิกซ์ส่วนใหญ่ถูกเขียนด้วยภาษาซี
นี้ก็เป็นเคอร์เนลหนึ่งของระบบปฏิบัติการที่พัฒนาด้วยภาษาอื่นนอกเหนือจากภาษาแอสเซมบลี
(ระบบอื่นเช่นมัลติกส์เขียนด้วยภาษาพีแอล/วัน
เอ็มซีพีสำหรับเบอร์โรส์ บี5000เขียนด้วยภาษาอัลกอล ในปี พ.ศ. 2504)ภาษาเคแอนด์อาร์ซี
เมื่อ พ.ศ. 2521 ไบรอัน เคอร์นิกัน (Brian Kernighan) และเดนนิส ริตชี ได้ตีพิมพ์หนังสือเล่มแรกชื่อ เดอะซีโปรแกรมมิงแลงกวิจ (The C Programming Language) ซึ่งเป็นที่รู้จักในกลุ่มโปรแกรมเมอร์ภาษาซีว่า "เคแอนด์อาร์" (K&R อักษรย่อของผู้แต่งทั้งสอง) หนังสือเล่มนี้ทำหน้าที่เป็นข้อกำหนดของภาษาอย่างไม่เป็นทางการมาหลายปี ภาษาซีรุ่นดังกล่าวจึงมักถูกอ้างถึงว่าเป็น ภาษาเคแอนด์อาร์ซี (K&R C) ส่วนหนังสือที่ปรับปรุงครั้งที่สองครอบคลุมมาตรฐานแอนซีซีที่มีขึ้นทีหลังภาษาเคแอนด์อาร์ซีได้แนะนำคุณลักษณะหลายประการเช่น
- ไลบรารีไอ/โอมาตรฐาน
- ชนิดข้อมูล
long int(จำนวนเต็มขนาดยาว) - ชนิดข้อมูล
unsigned int(จำนวนเต็มไม่มีเครื่องหมาย) - ตัวดำเนินการกำหนดค่าแบบประสมในรูปแบบ
=ตัวดำเนินการ (เช่น
=-) ถูกเปลี่ยนเป็น ตัวดำเนินการ= (เช่น-=) เพื่อลดปัญหาความกำกวมเชิงความหมาย อย่างเช่นกรณีi=-10ซึ่งจะถูกตีความว่าi =- 10แทนที่จะเป็นอย่างที่ตั้งใจคือi = -10
หลายปีถัดจากการเผยแพร่ภาษาเคแอนด์อาร์ซี คุณลักษณะที่ไม่เป็นทางการหลายอย่างก็ถูกเพิ่มเข้ามาในภาษา ซึ่งรองรับโดยตัวแปลโปรแกรมจากเอทีแอนด์ทีและผู้ผลิตรายอื่น คุณลักษณะที่เพิ่มเหล่านี้เช่น
- ฟังก์ชัน
void - ฟังก์ชันที่คืนค่าเป็นชนิดข้อมูล
structหรือunion(แทนที่จะเป็นตัวชี้) - การกำหนดค่าให้กับชนิดข้อมูล
struct - ชนิดข้อมูลแจงนับ (enumerated type)
คล้องกันภายในทรัพยากรที่จำกัด หากไม่ระมัดระวังเช่นนั้น โปรแกรมอาจแปลได้เฉพาะบนแพลตฟอร์มหนึ่งหรือด้วยตัวแปลตัวหนึ่งเท่านั้น อันเนื่องมาจากการใช้ไลบรารีไม่มาตรฐานเช่นไลบรารีส่วนต่อประสานกราฟิกกับผู้ใช้ก็ดี หรือความเชื่อมั่นต่อสมบัติเฉพาะของแพลตฟอร์มหรือตัวแปลหนึ่ง ๆ เช่นขนาดที่แท้จริงของชนิดข้อมูลหรือการลำดับข้อมูลไบต์ (endianness) ก็ดี
ในกรณีที่ต้องเลือกว่ารหัสต้องถูกแปลด้วยตัวแปลภาษาซีมาตรฐานหรือภาษาเคแอนด์อาร์ซีอย่างใดอย่างหนึ่ง การใช้แมโคร
__STDC__
สามารถช่วยให้แบ่งแยกรหัสส่วนมาตรฐานและส่วนเคแอนด์อาร์ออกจากกัน
ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่ได้เปรียบอีกอย่างหนึ่งที่มีเฉพาะในภาษาซีมาตรฐานที่มา: http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%8B%E0%B8%B5
วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2555
ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม
หลังจากที่ได้ออกแบวิธีในการแก้ปัญหาซึ่งอยู่ในรูปแบบของรหัสลำลองหรือผังงานแล้ว ขั้นตอน
ต่อไปคือการพัฒนาโปรแกรมตามผังงานดังกล่าว ซึ่งถ้านักเขียนโปรแกรมมีความรู้ความชำนาญในการ
เขียนโปรแกรมภาษาหนึ่งภาษาใดอยู่แล้ว จะสามารถทำได้โดยง่าย อย่างไรก็ตามนักเขียนโปรแกรมก็ยังต้อง
ทำการตรวจสอบว่าโปรแกรมที่ได้พัฒนาขึ้น ทำงานได้ถูกต้อง และให้ผลลัพธ์ที่ไม่ผิดพลาดสำหรับทุกกรณี
จึงจะสามารถนำโปรแกรมดังกล่าวไปใช้งานได้ นอกจากนี้นักเขียนโปรแกรมยังควรที่จะจัดทำเอกสาร ประกอบการ
พัฒนาโปรแกรม ซึ่งเป็นเครื่องมือให้ผู้ที่จะมาพัฒนาโปรแกรมต่อไปในอนาคต ทำความเข้าใจกับโปรแกรม
ที่จัดทำขึ้นได้สะดวกและรวดเร็ว รวมถึงให้ผู้ใช้โปรแกรมเข้าใจวิธีการใช้งานโปรแกรมอย่างรวดเร็ว
ทำการตรวจสอบว่าโปรแกรมที่ได้พัฒนาขึ้น ทำงานได้ถูกต้อง และให้ผลลัพธ์ที่ไม่ผิดพลาดสำหรับทุกกรณี
จึงจะสามารถนำโปรแกรมดังกล่าวไปใช้งานได้ นอกจากนี้นักเขียนโปรแกรมยังควรที่จะจัดทำเอกสาร ประกอบการ
พัฒนาโปรแกรม ซึ่งเป็นเครื่องมือให้ผู้ที่จะมาพัฒนาโปรแกรมต่อไปในอนาคต ทำความเข้าใจกับโปรแกรม
ที่จัดทำขึ้นได้สะดวกและรวดเร็ว รวมถึงให้ผู้ใช้โปรแกรมเข้าใจวิธีการใช้งานโปรแกรมอย่างรวดเร็ว
1)การวิเคราะห์และออกแบบโปรแกรม
ในการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้กับระบบงานขนาดใหญ่ที่มีการแบ่งงานวิเคราะระบบ
และงานเขียนโปรแกรมออกจากกันนั้น โดยทั่วไปการมอบหมายงานให้นักเขียนโปรแกรม
จะเป็นการกำหนดความต้องการของโปรแกรมในภาพรวมแต่ไม่ระบุรายละเอียดถึงขั้นเป็นรหัสลำลอง
หรือผังงานที่ละเอียด นักเขียนโปรแกรมจึงต้องศึกษาถึงความต้องการของงานที่ได้รับมอบหมาย
ข้อมูลนำเข้าข้อมูลส่งออก และกระบวนการในการแก้ปัญหาอย่างละเอียดเพื่อพัฒนาขึ้นเป็นขั้นตอนวิธี
ในการแก้ปัญหาซึ่งอยู่ในรูปแบบของผังงานอย่างละเอียด ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวนี้ คือ การออกแบบผังงาน
และงานเขียนโปรแกรมออกจากกันนั้น โดยทั่วไปการมอบหมายงานให้นักเขียนโปรแกรม
จะเป็นการกำหนดความต้องการของโปรแกรมในภาพรวมแต่ไม่ระบุรายละเอียดถึงขั้นเป็นรหัสลำลอง
หรือผังงานที่ละเอียด นักเขียนโปรแกรมจึงต้องศึกษาถึงความต้องการของงานที่ได้รับมอบหมาย
ข้อมูลนำเข้าข้อมูลส่งออก และกระบวนการในการแก้ปัญหาอย่างละเอียดเพื่อพัฒนาขึ้นเป็นขั้นตอนวิธี
ในการแก้ปัญหาซึ่งอยู่ในรูปแบบของผังงานอย่างละเอียด ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวนี้ คือ การออกแบบผังงาน
2)การเขียนโปรแกรมจากรหัสลำลองหรือผังงาน
โดยทั่วไปการเขียนโปรแกรมจากรหัสลำลองหรือผังงานที่ได้ออกแบบไว้อย่างดีแล้ว นักเขียนโปรแกรม
สามารถทำได้โดยง่ายและรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นการแปลงจากแต่ละสัญลักษณ์ของผังงาน ไปเป็นคำสั่ง
ที่สอดคล้องกันในภาษาโปรแกรมที่เลือกใช้ โดยโปรแกรมที่ดีจะต้องมีการตรวจสอบและแจ้งข้อผิดพลาด
ให้แก่ผู้ใช้งานโปรแกรมทราบ โดยที่การทำงานของโปรแกรมไม่สะดุดลงตัวอย่างเช่น
ในการพัฒนาโปรแกรมเพื่อหาค่าของผลหารถ้าหากว่ามีการรับข้อมูลนำเข้าเป็นตัวหาร
แต่ผู้ใช้ป้อนข้อมูลตัวหารเป็นศุนย์ โปรแกรมจะเกิดข้อผิดพลาดในการทำงานขึ้น
ดังนั้นโปรแกรมควรต้องทำการตรวจสอบว่า ถ้าตัวหารเป็นศูนย์ต้องแจ้งข้อความผิดพลาดให้ผู้ใช้รับทราบ
สามารถทำได้โดยง่ายและรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นการแปลงจากแต่ละสัญลักษณ์ของผังงาน ไปเป็นคำสั่ง
ที่สอดคล้องกันในภาษาโปรแกรมที่เลือกใช้ โดยโปรแกรมที่ดีจะต้องมีการตรวจสอบและแจ้งข้อผิดพลาด
ให้แก่ผู้ใช้งานโปรแกรมทราบ โดยที่การทำงานของโปรแกรมไม่สะดุดลงตัวอย่างเช่น
ในการพัฒนาโปรแกรมเพื่อหาค่าของผลหารถ้าหากว่ามีการรับข้อมูลนำเข้าเป็นตัวหาร
แต่ผู้ใช้ป้อนข้อมูลตัวหารเป็นศุนย์ โปรแกรมจะเกิดข้อผิดพลาดในการทำงานขึ้น
ดังนั้นโปรแกรมควรต้องทำการตรวจสอบว่า ถ้าตัวหารเป็นศูนย์ต้องแจ้งข้อความผิดพลาดให้ผู้ใช้รับทราบ
วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2555
โปรแกรมคำนวณเกรด
#include<stdio.h>
main(){
int x=0;
printf("Program by Warunchai Lohitsiri M.5-11 No.2\n");
printf("// Input Score : ");
scanf("%d",&x);
printf("\n");
while(x>100){
printf("\nInput must < 100\n// Input Score : ");
scanf("%d",&x);
printf("\n");
}
if(x>=80)
printf("Grade A");
else if(x>=70)
printf("Grade B");
else if(x>=60)
printf("Grade C");
else if(x>=50)
printf("Grade D");
else
printf("Grade 0");
getch();
}
main(){
int x=0;
printf("Program by Warunchai Lohitsiri M.5-11 No.2\n");
printf("// Input Score : ");
scanf("%d",&x);
printf("\n");
while(x>100){
printf("\nInput must < 100\n// Input Score : ");
scanf("%d",&x);
printf("\n");
}
if(x>=80)
printf("Grade A");
else if(x>=70)
printf("Grade B");
else if(x>=60)
printf("Grade C");
else if(x>=50)
printf("Grade D");
else
printf("Grade 0");
getch();
}
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
